
แพ็กเกจ OEM ไม่ใช่แค่กล่องธรรมดา…แต่คือ “หน้าตา” ของแบรนด์!
ก่อนจะไปลงลึกถึงวิธีการเลือก เราอยากให้แกทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนนะว่า แพ็กเกจ OEM หรือการรับสร้างแบรนด์ครีมเนี่ยไม่ได้หมายถึงแค่การเลือกขวดเลือกกล่องเฉย ๆ แต่มันคือการสร้างตัวตนให้แบรนด์ของแก แพ็กเกจที่ดีจะช่วยดึงดูดสายตา สร้างความน่าเชื่อถือ และยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารกับลูกค้าโดยไม่ต้องพูดสักคำเลยนะ
ลองคิดดูสิว่าถ้าแกขายครีมบำรุงผิวสำหรับคนผิวแพ้ง่าย แต่แพ็กเกจเป็นสีสันฉูดฉาด ดูไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าจะกล้าซื้อไหมล่ะ? หรือถ้าแกขายครีมลักชูรี่สำหรับคนมีกำลังซื้อ แต่แพ็กเกจดูธรรมดามาก ๆ มันก็อาจจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “จ่ายแพงไปเพื่ออะไร” ดังนั้น การให้ความสำคัญกับการเลือกแพ็กเกจตั้งแต่แรกจึงเป็นก้าวที่สำคัญสุด ๆ เลย
3 ขั้นตอนง่าย ๆ เลือกแพ็กเกจ OEM ให้โดนใจตลาดเป้าหมาย
เพื่อให้การตัดสินใจของแกง่ายขึ้น เราขอแบ่งขั้นตอนออกเป็น 3 สเต็ปง่าย ๆ ที่ทำตามได้เลยนะ
ขั้นตอนที่ 1: “ใครคือลูกค้าของเรา?” เข้าใจเขา…เราจะชนะ!
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดในการเลือกแพ็กเกจก็คือ การรู้จัก กลุ่มเป้าหมาย ของแกให้ดีที่สุด แกต้องถามตัวเองก่อนว่า:
- ลูกค้าของแกคือใคร? เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? อายุเท่าไหร่? มีไลฟ์สไตล์แบบไหน?
- พวกเขาอยู่ที่ไหน? ใช้ชีวิตในเมืองหรือต่างจังหวัด? ทำงานอะไร?
- พวกเขาชอบอะไร? ชอบความเรียบหรู มินิมอล หรือชอบความน่ารัก สีสันสดใส?
- พวกเขาซื้อสินค้าจากช่องทางไหนเป็นหลัก? ซื้อออนไลน์ หรือชอบไปเดินเลือกในห้างสรรพสินค้า?
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แกเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าแพ็กเกจแบบไหนที่จะดึงดูดพวกเขาได้จริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มเป้าหมายของแกเป็นวัยรุ่นที่ชอบซื้อของออนไลน์ แพ็กเกจที่ดูน่ารัก ถ่ายรูปลงโซเชียลแล้วสวย ก็จะดึงดูดใจได้ดีกว่าแพ็กเกจที่ดูเรียบหรู แต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายของแกเป็นผู้หญิงวัยทำงานที่ซื้อสกินแคร์จากห้างสรรพสินค้า แพ็กเกจที่ดูแพง มีดีไซน์ที่น่าเชื่อถือ ก็จะตอบโจทย์ได้มากกว่า
ถ้าใครกำลังหาผู้ช่วยในการรับสร้างแบรนด์ครีมอยู่ล่ะก็ ต้องลองคุยกับโรงงานที่เข้าใจเรื่องนี้จริง ๆ นะ ไม่ใช่แค่ผลิตสินค้าได้ แต่ต้องช่วยแกคิดเรื่องแพ็กเกจให้ตอบโจทย์ตลาดด้วย
ขั้นตอนที่ 2: “เลือกวัสดุและดีไซน์” สื่อสารตัวตน…สร้างความแตกต่าง!
พอแกเข้าใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็มาถึงการเลือกวัสดุและดีไซน์ของแพ็กเกจกันบ้าง ซึ่งตรงนี้แหละที่หลายคนชอบพลาดกัน เพราะมัวแต่ดูว่า “สวย” หรือ “ถูก” อย่างเดียว แต่ไม่ได้คิดถึงการใช้งานจริงและภาพลักษณ์ของแบรนด์เลย
- วัสดุ: ลองคิดดูสิว่าผลิตภัณฑ์ของแกเป็นอะไร? ถ้าเป็นครีมที่ต้องป้องกันแสงแดด แพ็กเกจที่เป็นขวดทึบแสงก็สำคัญมาก หรือถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องบีบใช้บ่อย ๆ การเลือกหลอดบีบที่มีคุณภาพก็จะทำให้ลูกค้าใช้งานได้สะดวก
- ดีไซน์และสีสัน: ตรงนี้เป็นส่วนที่แสดงความเป็นแบรนด์ของแกได้ชัดเจนที่สุด ถ้าแบรนด์ของแกเน้นความออร์แกนิก สีเอิร์ธโทนหรือสีขาวสะอาดก็อาจจะเหมาะสม แต่ถ้าเป็นแบรนด์สำหรับวัยรุ่น สีพาสเทลหรือสีสดใสก็อาจจะดึงดูดได้มากกว่า
ขั้นตอนที่ 3: “คำนวณต้นทุนให้ดี” สวยแต่แพงไป…ก็ไม่ไหวนะ!
แน่นอนว่าการเลือกแพ็กเกจที่ดีจะต้องมาพร้อมกับต้นทุนที่เหมาะสมด้วยนะ แกต้องเปรียบเทียบราคาจากโรงงานหลาย ๆ แห่ง และดูว่าต้นทุนของแพ็กเกจนั้น ๆ จะทำให้ราคาสินค้าของแกสูงเกินไปจนลูกค้าซื้อไม่ไหวหรือเปล่า
ที่สำคัญคืออย่าลืมคำนวณต้นทุนการผลิตขั้นต่ำ (Minimum Order Quantity: MOQ) ของแต่ละแพ็กเกจด้วยนะ บางแพ็กเกจอาจจะดูดีมาก แต่ถ้าต้องสั่งในจำนวนที่เยอะเกินไปก็อาจจะทำให้เงินทุนของแกจมได้
การเลือกแพ็กเกจก็เหมือนกับการวางแผนธุรกิจโดยรวมเลยนะ ต้องพิจารณาให้รอบด้าน และถ้าแกหาโรงงานที่
รับสร้างแบรนด์ครีม แบบครบวงจรได้ มันก็จะช่วยให้แกประหยัดทั้งเวลาและแรงไปได้เยอะเลย
มีอีก 2 เรื่องที่ต้องรู้…ก่อนตัดสินใจเลือกแพ็กเกจ!
นอกเหนือจาก 3 ขั้นตอนที่เราเล่าไปแล้ว ยังมีอีก 2 เรื่องสำคัญที่แกต้องพิจารณาควบคู่กันไปด้วยนะ
1. โลโก้และฉลากสินค้า…ไม่ใช่แค่แปะ ๆ ให้จบไป!
โลโก้และฉลากสินค้าก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของแพ็กเกจเลยนะ มันเป็นตัวบอกว่าแบรนด์ของแกคืออะไร มีจุดเด่นตรงไหน และที่สำคัญคือต้องมีข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนตามกฎหมายด้วย
- โลโก้: ต้องเป็นโลโก้ที่ดูดี จดจำง่าย และสื่อถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ชัดเจน
- ฉลาก: ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ วิธีใช้ วันหมดอายุ และเลขที่จดแจ้ง อย.
แกต้องคุยกับโรงงานที่ รับสร้างแบรนด์ครีม ให้ดีนะว่าเค้ามีบริการช่วยออกแบบโลโก้และฉลากให้ด้วยหรือเปล่า หรือมีคำแนะนำให้ไหม เพราะบางทีการเลือกฟอนต์หรือตำแหน่งวางโลโก้ที่เหมาะสม ก็สามารถยกระดับแพ็กเกจให้ดูแพงขึ้นได้เลยนะ
2. การขนส่งและบรรจุภัณฑ์…เรื่องเล็ก ๆ ที่มองข้ามไม่ได้!
ถ้าแกขายสินค้าออนไลน์ การเลือกแพ็กเกจที่ทนทานต่อการขนส่งก็สำคัญมากนะ เพราะคงไม่มีลูกค้าคนไหนอยากได้สินค้าที่ชำรุดเสียหาย
- แพ็กเกจชั้นนอก: ต้องแข็งแรงพอที่จะป้องกันความเสียหายจากการกระแทกระหว่างการขนส่งได้
- แพ็กเกจชั้นใน: อาจจะต้องมีวัสดุกันกระแทกเพื่อปกป้องสินค้าอีกชั้นหนึ่ง
นอกจากนี้ การออกแบบแพ็กเกจให้สามารถบรรจุลงกล่องพัสดุได้ง่าย ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งของแกได้ด้วยนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้ามไปจริง ๆ
ถ้าแกอยากได้ผู้ช่วยที่เชี่ยวชาญเรื่อง รับสร้างแบรนด์ครีม และให้คำแนะนำเรื่องการเลือกแพ็กเกจตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้ เราว่าลองหาข้อมูลโรงงานที่น่าเชื่อถือดูนะ จะช่วยให้แกทำงานง่ายขึ้นเยอะเลย
สรุปแล้ว…เลือกแพ็กเกจ OEM ยังไงให้ปัง?
ก็ต้องบอกเลยว่าการเลือกแพ็กเกจ OEM หรือการ รับสร้างแบรนด์ครีม ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบร้อนนะ แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและพิจารณาอย่างรอบคอบ